Archive | กันยายน 2012

4 วิธีคุมกำเนิด

1.  ถุงยางอนามัย

–    ถุงยางอนามัย คือ ถุงยางที่ใช้สำหรับสวมอวัยวะเพศชายขณะมีการร่วมเพศ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้น้ำอสุจิไหลเข้าไปที่ช่องคลอด ถุงยางอนามัยจะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 98% อีกทั้งยังสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่างๆและโรคเอดส์ด้วย

2.  ยาคุมกำเนิดชนิดฉีด

–  ยาคุมกำเนิดสำหรับฉีด คือ ฮอร์โมนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา โดยคุณหมอจะฉีดเข้าไปทางกล้ามเนื้อในทุกๆ 3 เดือน ยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพสูงมากที่จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 100% โดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะพลาดเหมือนการรับประทานยาคุมกำเนิด

อาการข้างเคียงของการฉีดยาคุมกำเนิดคือ

1.  ระบบการทำงานของมดลูดจะเกิดการเปลี่ยนแปลง อาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยในช่วงแรกๆ
2.  อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะ ฮอร์โมนสังเคราะห์จะไปกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น ถ้ากลัวอ้วนก็ต้องรู้จักการควบคุมอาหารให้ดี

3.  ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน

–  ยาคุมกำเนิด จะมีทั้งหมด 28 เม็ด ซึ่งจะช่วยระงับการตกไข่ และทำให้ปากมดลูกเหนียว ซึ่งอสุจิจะสามารถผ่ายเข้าไปในมดลูกได้น้อย อีกทั้งการรับประทานยาคุมกำเนิดจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตไม่เต็มที่จึงไม่เหมาะแก่การฝังตัวของไข่เมื่อได้ผสมกับอสุจิแล้ว

วิธีการรับประทานยาคุมกำเนิดคือ

1.  ให้เริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดเม็ดแรกเมื่อหมดประจำเดือนในเดือนก่อนหน้า
2.  โดยรับประทานยาคุมกำเนิดวันละ 1 เม็ดไปตามทางลูกศรที่มีบอกไว้
3.  โดยให้รับประทานในเวลาเดียวกันตลอด เช่น ถ้าเริ่มรับประทานยาเม็ดแรก ในเวลา 14.00 น. ในวันถัดไปก็ควรรับประทานใน้เวลานี้เช่นกัน
4.  เมื่อรับประทานครบ 21 เม็ดแล้ว ประจำเดือนจะมาให้รับประทานเม็ดที่ 22 ต่อไป ซึ่ง 7 เม็ดสุดท้ายที่เหลือคือวิตามินบำรุง
5.  เมื่อรับประทาน 7 เม็ดบำรุงหมดแล้วให้เริ่มรับประทานเม็ดที่่ 1 ของแผงต่อไปได้เลย

4.  ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง

–  ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง จะเป็นการใมช้ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน บรรจุอยู่ในหลอดเล็กๆเพียงหลอดเดียว มีขนาดความกว้างเท่าๆไม่จิ้มฟัน ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ซึ่งจะฝังในบริเวณต้นแขน และคุมกำเนิดชนิดฝังจะสามารถคุมกำเนิดได้นานถึง 3 ปี

อาหารบำบัดโรค

อาหารที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารจากทั่วทั้งโลก เพราะยังมีอาหารอีกมากมายที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วสามารถเป็นยาคอยป้องกันความเจ็บป่วย บำบัดโรค รักษาสุขภาพให้แข็งแรง รสชาติอร่อย อีกทั้งยังหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย

1.  กระเทียม

กระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ประกอบอาหารที่มีอยู่ตามครัวเรือน กระเทียมมาสรรพคุณทางยาคือ
1.  สลายปริมาณคอเลสเตอรอล
2.  ป้องกันการแข็งตัวของเลือด
3.  ช่วยทำให้หลอดเลือดขายตัว
4.  ลดอัตตราการเกิดโรคหัวใจ
5.  มาฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส
6.  ลดอัตตราการเกิดมะเร็ง
7.  ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายมีประสิทธิภาพสูงเพราะกระเทียมจะไปกระตุ้นการบีบรัดตัวของลำไส้
กระเทียมเรียกได้ทำหน้าที่เหมือนยาเพนนิซิลิน ขนาดรับประทานที่ดีต่อร่างกายคือ ควรรับประทานกระเทียมสับวันละ 2 ช้อนชา

2.  บร็อคเคอลี

บร็อคเคอลีเป็นผักที่ได้รับความนิยมมากเพราะ มีรสอร่อย ใช้ทำอาหารได้ง่าย เช่น นึง อบ ผัด เป็นต้น สรรพคุณทางยาคือ
1.  ป้องกันมะเร็งเต้านม
2.  ลดอัตตราการเกิดโรคหัวใจ เพราะมีวิตามินซีสูงถึงร้อยละ 97
3.  ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก
4.  ลดอาการอักเสบของโรคไขข้อ
5.  ลดระดับคลอเรสเตอรอล
บล็อคเคอลีเพียงแค่กินครึ่งถ้วยตวงสัปดาห์ละครั้ง ก็สามารถให้อาหารได้ถึง 2 กรัมเลยทีเดียว

3.  ถั่วแดง

เป็นพืชตะกูชถั่วที่มีโปรตีนสูงมากๆ มีโปรตีนสูง เต็มไปด้วยกากใย สรรพคุณทางยาคือ
1.  บำรุงหัวใจ
2.  รักษาเบาหวาน
3.  ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ไหญ่
4.  รักษาระดับน้ำตาลในเลือด

4.  มะเขือเทศ

ในมะเขือเทศมีวอตามินซีสูงมาก ซึ่งช่วยบำรุงผิวให้ดูมีสุขภาพดี สดใส มีสรรพคุณทางยาคือ
1.  บำรุงสุขภาพ
2.  สร้างความแข็งแรง
3.  มีไลโคพีน ซึ่งมีฤิทธิ์ต่อต้านมะเร็ง
4.  รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารได้ดีเยี่ยม

5.  เต้าหู้

เต้าหู้ในขณะนี้เป็นอาหารหลักของผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ สรรพคุณทางยาคือ
1.  ลดอัตตราเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ
2.  ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น
3.  ทำให้ประจำเดือนเป็นปกติ
4.  รักษาระดับฮอร์โมนให้สมดุล
5.  ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้
6.  บำรุงและรักษาไต
7.  บำรุงผิวพรรณให้สดใส

โรคมะเร็งรังไข่

รังไข่เป็นอวัยวะแสดงความเป็เพศหญิง ถ้าไม่มีรังไข่แสดงว่าคุณเป็นหมันอย่างแน่นอน รังไข่จะอยู่บริเวณต่อจากปีกมดลูกทั้งสองข้าง มีหน้าที่ คือ สร้างฮอร์โมนเพศหญิง สร้างไข่

อาการของโรค มะเร็งรังไข่

1.  ปัสสาวะกระปริบกระปอย
2.  ปวดเบ่งอุจจาระ
3.  ประจำเดือนมาผิดปกติ
4.  ปวดท้องมากๆเวลามีประจำเดือน
5.  ตกเลือด
6.  มีไข้ น้ำหนักลด (อาการไม่จำเพาะ)
7.  มีก้อนเนื้องอก ถ้าคลำเจอแสดงว่าก้อนโตมากๆ

สาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค มะเร็งรังไข่

1.  ใช้ยาคุมบ่อย
2.  อยู่ในภาวะมีบุตรยาก
3.  พบบ่อยในหญิงสูงวัย ที่ไม่เคยมีบุตร
4.  เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในรังไข่

สำหรับวิธีการรักษามะเร็งรังไข่ คือ การผ่าตัด และ ใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย มะเร็งรังไข่เป็นมะเร็งชนิดที่มีโอกาศหายขาดสูงมากๆ

ประโยชน์ของดอกคำฝอย

ดอกคำฝอยคืออะไร

ดอกคำฝอย เป็นพืชล้มลุก มีความสูงประมาณ 40 -130 เซนติเมตร ดอกมีสีส้มอมแดง ออกดอกรวมกันเป็นช่ออัดแน่นกันกันอยู่คล้ายดอกดาวเรือง ใบมีลักษณะเรียวรี ขอบใบมีลักษณะเป็นหยักๆฟันเลื่อย ส่วนใหญ่พบมาในภาคเหนือ คนเหนือจะเรียกว่า คำยอง

ประโยชน์ของดอกคำฝอย

1.  ช่วยลดระดับคอเรสเตอรอล
2.  ช่วยลดน้ำหนัก
3.  ช่วยสลายลิ่มเลือด ทำให้หัวใจแข็งแรง
4.  รักษาแผลกดทับ
5.  รักษาอาการน้ำเหลืองเสีย
6.  ขับประจำเดือน
7.  บรรเทาอาการอัมพาต
8.  แก้โรคไขข้อ
9.  ขับเสมหะ
10.  ฟอกโลหิต
11.  รัหษาตาปลา
12.  ใช้เป็นสีผสมอาหาร

ข้อควรระวัง

1.  ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์
2.  ถ้าเป็นแผลในกระเพาะอาหารไม่ควรรับประทาน
3.  ห้ามใช้กับยายับยั้งการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
4.  อาจทำให้ประจำเดือนที่กำลังมามามากกว่าปกติ
5.  อาจทำให้มีอาการมึนงงได้
6.  อาจทำให้เกิดผดผื่นได้

วิธีทำน้ำดอกคำฝอยดื่มเองที่บ้าน

1.  ต้มน้ำเปล่า 1 ถ้วยต่อดอกคำฝอย 1 กรัม
2.  ปรุงรสเพิ่มด้วยน้ำตาลทราย
3.  ทิ้งไว้จนเย็น
4.  กรองด้วยผ้าขาวบาง
ช่วยขับเหงื่อ บำรุงหัวใจ เป็นยาระบายอ่อนๆ และ ช่วยลดระดับคอเลสตอรอลได้