Archive | สิงหาคม 2012

โทษของน้ำอัดลม

น้ำอัดลมมีวางขายตามท้องตลาด จะแบ่งออกเป็นสองประเภทด้วยกัน คือ 1. แบบเติมคาเฟอีน และ 2. แบบไม่เติมคาเฟอีน

โทษของน้ำอัดลมก็คือ

1.  ในน้ำอัดลมทั่วไปจะมีน้ำตาลอยู่เพียง 10 % เท่านั้น แต่ถ้าดื่มทุกวัน และ ทุกมื้ออาหาร จะส่งผลให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไปโดยไม่จำเป็น
2.  ถ้าดื่มน้ำอัดลมก่อนหรือระหว่างมื้ออาหารจะทำให้อิ่มเร็ว และ ทำให้ท้องอืด เพราะจะเกิดก๊าซในกระเพาะอาหารขึ้น
3.  ความเป็นกรดของน้ำอัดลมไม่เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร เพราะจะทำให้อาการหนักขึ้นไปใหญ่
4.  น้ำอัดลมทำจะทำให้ฟันผุ เพราะ กรดในน้ำอัดลมจะไปทำลายสารเคลือบฟัน
5.  น้ำอัดลมไม่เหมาะกับผู้ที่จัดฟันเพราะ จะทำให้เกิดคราบสีน้ำตาลดำๆบริเวณรอยต่อของเหล็กและฟันได้
6.  ถ้าในแต่ละวันดื่มมากจนเกินไปมาก จะทำให้โพแทสเซียมในเลือดต่ำ ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
7.  คาเฟอีนในน้ำอัดลมจะทำให้นอนไม่หลับ ใจสั่น หรือปวดศรีษะได้
8.  กระดูกพรุน

ดื่มอย่างไรให้ดีกับร่างกาย

ในความจริงแล้วนอกจาเรื่องอาหารที่ร่างกายต้องการแล้ว เรื่องการดื่มก็เป็นส่วนที่ทำให้ครเราอยู่ได้ด้วยปฏิกิริยาจากของเหลวเป็นส่วนใหญ่วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการดื่มอย่างไรให้ดีกับร่างกาย

การดื่มที่ช่วยบำรุงร่างกาย

–  น้ำเปล่า
–  น้ำชา
–  น้ำมะพร้าว
–  น้ำเย็นๆ
–  กาแฟ

การดื่มที่ฉุดร่างกาย

–  น้ำผลไม่ไร้กาก วิธีแก้ก็คือ ให้กินผลไม้สดเข้าไปด้วย
–  น้ำอัดลมหวานเทียม เวลาดื่มควรใส่น้ำแข็งลงไปด้วยเพื่อไม่ให้ติดหวานไป ควรดื่มสลับกับน้ำเปล่าด้วย
–  ชาปรุงรส  ความจริงชามีประโยช์แต่ไม่ควรดื่มมากจนเกินไป หรือ ดื่มทั้งวัน และ ควรเลือกรสออริจินอลเพื่อลดการติดหวานไปในตัวด้วย
–  น้ำหวานเกลือแร่ คนที่เป็นความดันโลหิตสูงควรระวัง เพราะเกลือแร่จะเป็นตัวทำให้ความดันขึ้น
–  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โรคจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีอยูมากมายส่งผลในอวัยวะหลายๆส่วน เช่น โรคมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ ตับแข็ง มะเร็งกระเพาะ เป็นต้น

กล้วยหอมผลไม้สารพัดประโยชน์

 

1.  แก้โลหิตจาง
2.  ลดความดัน
3.  มีใยอาหารสูง
4.  เสริมสร้างพลังสมอง บำรุงประสาท
5.  ลดภาวะเศร้าซึม
6.  แก้โรคท้องผูก
7.  ลดการเกิดแผลในกระเพราะและลำไส้
8.  ลดอากการแน่นท้อง
9.  ลดความอยากบุหรี่
10.  บรรเทาอาการแมลงกัดต่อย เพียงแค่ใช้เปลือกกล้วยหอมด้านในมาถูบริเวณที่โดยกัด
11.  กล้วยหอมเป็นผลไม่ที่เย็น ช่วยให้ร่างกายเย็น และอารมณ์ดี

สาลี่ช่วยแก้ไอได้

วันไหนที่อากาศร้อนๆ ใจร้อนกายร้อน สาลี่ช่วยคุณได้ค่ะ ลองสาลี่แช่เย็นๆ สักหน่อยมั้ยค่ะ เพราะ

–  ในเนื้อสาลี่จะมีสารอาหารหลายชนิด เช่น คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี
–  ช่วยบำรุงร่างกายและอวัยวะภายใน
–  ช่วยย่อยอาหาร และ บำรุงกระเพาะอาหาร
–  ลดความร้อนในร่างกายช่วงหน้าร้อน
–  นำสาลี่มาสับให้ละเอียด ต้มกับน้ำตาลทรายเล็กน้อย จะได้นำสาลี่อุ่นๆมาจิบแก้ไอ และ ช่วยละลายเสมหะ บรรเทาอาการหวัดได้ค่า
–  กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
–  แก้อาการท้องผูก
–  ช่วยชะลอความแก่ และ ต่อต้านอนุมูลอิสระ
–  ช่วยขับปัสสาวะ
–  แก้กระหายน้ำ
–  บรรเทาอาการหืดหอบ

วิตามินเค

วิตามินเค สำคัญ อย่างไร

–  วิตามินเคจะช่วยให้เลือดแข็งตัว ถ้าขาดวิตามินเคจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด
–  ช่วยในการเสริมสร้างกระดูและฟัน
–  ลดอัตตราเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุน
–  ต้องการมากในเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด
–  วิตามินเคพบได้ในผักใบเขียว เช่น ผักโขม บล็อคโคลี่ กะหล่ำปี
–  พบในไข่แดง และ ตับ

ความโกรธให้ผลเสียมากกว่าที่คุณคิด

ความโกรธนอกจากจะทำให้คุณเสียสุขภาพจิตแล้วยังมีโทษอีกมากมายที่คุณคาดไม่ถึง

1.  ความโกรธจะให้หัวใจเต้นแรงผิดปกติทำให้การสูบฉีดเลือดผิดปกติด้วย
2.  ก่อให้เกิดโรคหัวใจ
3.  ก่อให้เกิดโรคประสาท
4.  ก่อให้เกิดโรคความดันในโลหิตสูง
5.  ก่อให้เกิดโรคข้อบวม
6.  ก่อให้เกิดโรคแผลในกระเพาะและลำไส้
7.  ก่อให้เกิดโรคหืดหอบ
8.  ก่อให้เกิดโรคผิดปกติทางอารมณ์อย่างรุนแรง ซึ่งโรคนี้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะโรคนี้จะมีพยาธิสภาพในอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่ถูกควบคุมโดยระบบประสาทที่อยู่นอกเหนือจิตใจ อาการของโรคนี้คือ คันตามผิวหนัง ความดันโลหิตสูง ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หัวใจเต้นแรง

เห็นโทษอย่างนี้แล้วก็ควรหันมาคิดบวก มองโลกในแง่ดีกันนะคะ เพื่อสุขภาพจิตสุขภาพใจที่สดชื่นแจ่มใส

ประโยชน์ของทับทิม

  ทับทิมนอกจากจะเป็นผลไม่มงคลแล้วยังมีสรรพคุณทางยาที่ดีมากๆตัวนึงเลยทีเดียว คงเป็นที่ถูกอกถูกใจยกใหญ่ของผู้ที่ชื่นชอบทานทับทิมอยู่แล้วเลยทีเดียวคะ ส่วนใครที่ยังไม่เคยทานก็รองทานดูนะคะรสชาติอร่อยทีเดียว มีรสหวานๆ อมเปรียวหน่อยๆ

1. น้ำทับทิม   ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด สามารถลดการสะสมไขมันในผนังเส้นเลือด และผนังหัวใจ ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและแข็งตัว อีกทั้งช่วยลดภาวะหัวใจขาดเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย

2.  เปลือกทับทิม   ประกอบด้วยสารในกลุ่มแทนนิน ซึ่งมีสรรพคุณ แก้ โรคบิด แก้เรื่องตกขาวในผู้หญิง ช่วยฆ่าเชื้อโรค ลดอาการอักเสบ ท้องเดิน  ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด  อีกทั้งยังสามารถต่อต้าน และยับยั้งมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้

3.  เปลือกที่หุ้มราก   ประกอบด้วยสารที่มีฤทธิ์ในการขับพยาธิตัวตืด และสามารถต้านเชื้อได้หลายชนิด เช่น เชื้อไทฟอยด์ เชื้อวัณโรค เชื้อราที่ผิวหนัง เป็นต้น

4.  ใบทับทิม  ช่วยแก้ท้องร่วง และ สมานแผล

5.  เนื้อทับทิม  เป็นยาระบายอ่อนๆ สำหรับผู้ที่ท้องผูก

วิตามินลดน่อง

วิตามินลดน่อง คือ เป็นยาแคปซูนสีขาวส้ม กินแล้วจะช่วยให้น่องลดลง กินแค่ 5 เม็ดก็เห็นผลแล้ว แต่ก็ยังไม่มีผลที่แน่ชัดนะค่ะว่ากินแล้วดีหรือไม่ดียัง บางคนบอกว่ากินแล้ว ปวดน่อง ล้าขา ล้าตรงสะโพก ก้น ความรู้สึกเหมือนเราไปวิ่งมาแล้ว แต่น่องก็ลดลง บางคนก็บอกว่า มันตึงๆ ใจสั่น  ปากขม หิวน้ำมากๆ และหิวน้ำตลอดเวลา  บ้างก็บอกว่า ห้ามกินพร้อมกับกาแฟ ห้ามกินก่อนนอนเพราะจะทำให้ใจสั่น ยังไงแอดมินว่าเราควรพิจรณาดีๆก่อนนะคะก่อนที่จะกินอะไรเข้าไป เพราะบางคนอาจแพ้ได้  หรือ อาจมีผลข้างเคียงเมื่อหยุดกินก็ได้ ยังไงแอดมินจะคอยหาข้อมูลของวิตามินลดน่องมาอัพเดตเพิ่มเติมให้อีกนะคะ เพราะตอนนี้เหมือนยังไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรมากมายค่ะ

กินขมิ้นชันตามเวลาช่วยรักษาโรคได้

มีผลงานวิจัยออกมาบอกว่า การรับประทานขมิ้น มีสรรพคุณทางยาสูงมาก เช่น สามารถลดการอักเสบ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราได้ ป้องกันมะเร็งในตับ รักษาโรคในระบบทางเดินหายใจ ส่วนน้ำมันหอมระเหยของขมิ้น จะช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ปวดท้อง  แก้จุกเสียด เป็นยาสมานแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยทำความสะอาดลำไส้ได้อีกด้วย

เวลา 03.00 – 05.00 น.  เป็นเวลาที่ปอดจะขับสารพิษทิ้งไปถ้ารับประทานขมิ้นในเวลานี้ จะช่วยบำรุงปอด ป้องกันมะเร็ง ลดอาการภูมิแพ้ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง
เวลา 05.00 – 07.00 น.  เป็นเวลาที่ลำไส้บีบตัว ขมิ้นจะเข้าไปฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ที่กินยาถ่ายมานานจนลำไส้ใหญ่ไม่ทำงาน ให้กินขมิ้นติดต่อกันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ จะช่วยให้คุณขับถ่ายดีขึ้น
เวลา 07.00 – 09.00 น.  ในเวลานี้ขมิ้นจะช่วยลดการจุกเสียด บำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม แก้ปวดเข่าสำหรับคนข้อเข่าเสื่อมได้อีกด้วย
เวลา 09.00 – 11.00 น.  เป็นเวาลาที่ม้ามกำลังทำงาน ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องน้ำเหลืองไม่ดี มีแผลที่ปาก เป็นโรคเบาหวาน ไขข้อเสื่อม ถ้ารับประทานขมิ้นในเวลานี้ จะช่วยคุณได้ดีเลยทีเดียว
เวลา 11.00 – 13.001 น.  ในเวลานี้จะเหมาะกับผู้ทีมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ซึ่งขมิ้นจะช่วยทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น
เวลา 15.00 – 17.00 น.  เป็นเวลาที่กระเพาะปัสสาวะทำงาน ซึ่งจะช่วยในเรื่องหูรูดกระเพาะปัสสาวะไม่แข็งแรง และ แก้ไขปัญหาเรื่องตกขาวสำหรับยคุณผู้หญิงด้วย

เคล็ดลับเล็กๆน้อยๆนะคะ คือ ควรเลือกขมิ้นที่อายุ  9 – 12 เดือน เพราะขมิ้นที่อายุน้อยๆ ยังไม่มี สารเคอคิวมิน ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญในขมิ้นเลยค่ะ

วิธีลดความมันบนใบหน้า

              ความมันบนใบหน้าเป็นอะไรที่สาวๆ เกลียดมากๆ เพราะความมันบนใบหน้าเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิวอุดตัน สิวเสี้ยน สิวอักเสบ อันไม่พึงประสงค์ อีกทั้งยังทำให้เครื่องสำอางที่เราบรรจงแต่งไปไหลมากองรวมกันหมด เฮ้อออ คิดเลวเซ็งกันเลยใช่มั้ยค่ะ อย่าเพิ่งเซงค่ะวันนี้เรามีวิธีที่ช่วยกำจัดความมันบนใบหน้าของเราให้หมดไปมาเริ่มกันเลยค่า

1.   ใช้เครื่องสำอางที่ช่วยดูดซับความมันของผิว และผลิตภัณฑ์ที่ใช้บำรุงผิวก็ให้เลือกใช้เป็นชนิดโลชั่นนะค่ะ เพราะเนื้อจะบางเบากว่าชนิดครีม
2.   เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA ซึ่งเจ้าตัว AHA เนี่ยจะมีส่วนช่วยในการกำจัดเซลล์ผิว อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดสิ้วเสี้ยนได้อีกน้า
3.   ซับหน้าด้วยกระดาษซับหน้ามัน ในระหว่างวันก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความมันบนใบหน้าของเราได้ แต่ขอเตือนสาวๆไว้ก่อนเลยนะคะ ให้ค่อยๆกดอย่างเบามือ
นะคะเพื่อที่จะได้ไม่เพิ่มริ้วริยก่อนไวอันควรให้กับใบหน้าให้มาปวดหัวกันอีก
4.   การอบไอน้ำผิวหน้าเป็นอีกวิธีนึงที่ช่วยลดสิ่งอุดตัน เราสามารถทำง่ายๆที่บ้านโดย ตั้งน้ำสะอาดบนเตาแก็ส รอให้เดือดหน่อยแล้วจากนั้นปิดเตาแก็สรอน้ำให้เย็น
ลงสักนิดจึงเอาหน้าไปอังไว้สักระยะนึง (อย่าทำตอนน้ำเดือดนะค่ะ เพราะไอน้ำร้อนๆอาจทำให้หน้าเราพองแทนที่จะช่วยให้หน้าเราดีขึ้นแทน)
5.   สับปะรดช่วยคุณได้ค่ะ เริ่มจากการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นๆกับโฟมคู่ใจก่อนนะคะ จากนั้นก็ซับหน้าให้แห้ง จากนั้นนำสับปะรดมายีให้เละๆแล้วพอกให้ทั่วหน้าทิ้วไว้
สัก  15- 20 นาที  จากนั้นก็ทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นและโฟมล้างหน้าเหมือนเดิม ทำอย่างนี้สัปดาห์ละครั้งค่ะ รับรองว่าได้ผลดีทีเดียว